ประวัติเมืองกุยบุรี - สภ.กุยบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์ ประวัติเมืองกุยบุรี - สภ.กุยบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์
 
สถานีตำรวจภูธรกุยบุรี อ.กุยบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์ ... ที่ตั้ง 770 ม.1 ต.กุยบุรี อ.กุยบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์ 77150 โทรศัพท์ 0-3268-1698 , 0-3268-2146 โทรสาร 0-3268-2146 E-mail: kuiburi_police7@hotmail.com
ผบช.ภ ๗

พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.๗
พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์
ผบช.ภ.๗

เมนูหลัก
หน้าหลัก
บุคลากร
กต.ตร.สภ.กุยบุรี
สถิติคดีอาญา ๕ กลุ่ม
ร้องเรียน แจ้งเบาะแส
สถานภาพทั่วไป
คดีค้ามนุษย์
สมุดเยี่ยม ( new )
สถานที่ท่องเที่ยว
พัฒนาเว็บไซค์
ผู้ดูแลระบบ
ตรวจสอบข้อมูล
Cat conference
เว็บไซต์ตำรวจประจวบฯ
website หน่วยงาน จว.ปข
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ตำรวจภูธรภาค ๑ - ๙
ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจ ภ.7
กองการสอบ ตร.
การติดต่อราชการ สภ.ฯ
ระเบียบตำรวจเกี่ยวคดี
ระเบียบตำรวจไม่เกี่ยวคดี
กฎหมายดอดคอม
กรมบัญชีกลาง
รหัสไปรษณีย์ทั่วประเทศ
ดิกชันนารีออนไลน์
ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์
ตรวจสลากรัฐบาล
ตรวจสลากออมสิน
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
ตำแหน่งและยศตำรวจ
สถิติคดีอาญา/จราจร
บัญชีเงินเดือนตำรวจ 2554
ตรวจสอบ รถ/คน หาย

 ตรวจสอบรถหาย

ราคาทองคำ
ราคาน้ำมัน
สถิติผู้เยี่ยมชม
1063780 _VISITORS
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 398 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ผบก.ภ.จว.ประจวบฯ

พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผบก.ภ.จว.ประจวบฯ
พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข
ผบก.ภ.จว.ประจวบฯ

ผกก.สภ.กุยบุรี

พ.ต.อ.กันตพิชญ์ กฤตวงศ์วิมาน  ผกก.สภ.กุยบุรี
พ.ต.อ.กันตพิชญ์ กฤตวงศ์วิมาน
ผกก.สภ.กุยบุรี

เว็บไซต์สำคัญ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
link
เกาะติดสถานการณ์ภาคใต้
ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาลจ่ายตรง
personnel
กรมการจัดหางาน
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
เตือนภัยน้ำท่วม-ดินถล่ม
แจ้งเว็บไซต์ผิดกฏหมาย
สำนักงานคุ้มครองพยาน
 
E-mail
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
อากาศวันนี้

facebook สภ.กุยบุรี

facebook สภ.กุยบุรี

สายด่วนรถหาย

police lostcar

ประวัติเมืองกุยบุรี
tiger.gif - 23.81 KB
        เสือ

 ประวัติความเป็นมา
ประวัติศาสตร์เมืองกุยบุรีและตำนานเล่าขาน

เสือกุย 
  จากการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเมืองเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมีอยู่หลายเมือง ได้แก่ เมืองกุยบุรี (อำเภอกุยบุรี) เมืองกำเนิดนพคุณ เมืองคลองวาฬและเมืองนารัง  เมืองกุยบุรีนั้นมีตำนานเล่าขานว่าบรรพบุรุษของชาวกุยบุรีมีวิญญาณเป็นนักรบ  ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมืองกุยบุรีเป็นเมืองที่พม่าจะต้องยกทัพผ่านเมืองเข้ามาทางด่านสิงขร ชาวเมืองกุยบุรีจะทำการรบแบบกองโจรต้านข้าศึกจนเป็นที่เลื่องลือไปตามเมืองต่าง ๆ ว่าชาวกุยบุรีนี้กล้าหาญนักจึงให้สมญานามชาวกุยบุรีว่า
“เสือกุย”

history.jpg - 50.23 KB
   ป้อมค่ายเชิงเทิน
  เมืองกุย 
     เมืองกุย  เดิมตั้งตัวเมืองอยู่หมู่ที่ 1 บ้านจวนบน   ตำบลกุยบุรี  ปัจจุบันยังมีป้อมค่ายเชิงเทินเป็นหลักฐานอยู่ 2 ป้อม ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของวัดกุยบุรี ป้อมค่ายเชิงเทินนี้สูงประมาณ 5 เมตร   สาเหตุที่ตั้งตัวเมืองบริเวณนี้เข้าใจว่าเพราะมีแม่น้ำกุยไหลผ่านเป็นที่อุดมกว่าที่อื่น เมื่อพม่าเดินทัพเข้ามาทางด่านสิงขรหรือจากทางด้านทิศใต้ของตัวเมืองกุยจะต้องข้ามลำน้ำกุยที่บริเวณ “ท่าข้าม” ซึ่งเป็นส่วนที่แคบและตื้น ก็มักจะถูกชาวบ้านตั้งเป็นกองโจรลอบโจมตีกองทหารพม่าที่ยกมาจนแตกพ่ายไปแทบทุกครั้ง
คำว่า “กุย”  ในสารานุกรมไทยได้อธิบายไว้เป็นสองนัยว่า หมายถึง ชนชาติหนึ่งในตระกูลมอญ-เขมร มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสานใต้แม่น้ำมูลลงมาคือ ตอนใต้ของจังหวัดร้อยเอ็ด  จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี  ในเขมรต่อแดนนครจำปาสักก็มีพวกกุยอาศัยอยู่บ้าง “กุย” ในภาษขอม แปลว่า “คน”  ภาคอีสานเรียกพวกกุยว่า “ส่วย”  คือพวกที่ต้องเสียส่วยให้แก่ทางการแทนการเป็นทหาร แต่คำว่าส่วยแม้จะใช้เรียกพวกกุยแต่ก็หมายถึงพวกส่วยที่กลายเป็นเขมร ลาว ด้วย  เช่น ลาวส่วย เขมรส่วย  ถ้าเรียกส่วยเฉยๆ ก็หมายถึงพวกกุยโดยตรง พวกกุยในประเทศไทยแต่เดิมมีจำนวนราวแสนเศษ แต่ปัจจุบันกลายเป็นไทยเกือบหมดแล้ว พวกกุยในจังหวัดสุรินทร์มีชื่อเสียงว่าเป็นคนชำนาญในการโพนช้างจับช้างเรียกกันว่า “ส่วยช้าง”  (คำพูดของพวกส่วยช้างมีปรากฏในเรื่องว่าด้วยภาษาต่างๆ ในสยามประเทศ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม  บุญนาค)  แต่งหน้า 19 – 22) ถือกันว่าพวกกุยเป็นชาวพื้นเมืองเดิมในประเทศเขมรและภาคอิสานและภาคตะวันออกของไทย ชนชาติไทยบางส่วนจึงมีเชื้อสายกุยผสมอยู่ไม่น้อย  อีกนัยหนึ่งที่สารานุกรมไทยอธิบายได้ หมายถึง เมืองเก่าในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเมืองสมัยอยุธยาตอนต้น อยู่ห่างจากแม่น้ำกุยประมาณ 1.2 กิโลเมตร เมื่อตั้งเมืองประจวบคีรีขันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมืองกุยถูกยุบเป็นตำบลกุยเหนือและตำบลกุยใต้ เมื่อ พ.ศ.2398
        พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานได้ให้ความหมายคำว่า “กุย” ไว้ว่า หมายถึง สัตว์ชนิดหนึ่งจำพวกเลียงผา เขามีราคาแพง ใช้เข้าเครื่องยา  อีกอย่างหนึ่งหมายถึงชาวป่าพวกหนึ่งคล้ายพวกมูเซอร์ ทางถิ่นพายัพหมายถึงหมัดกำปั้น มักใช้คู่กับคำว่า “ลูกกุย” เช่น ในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน กล่าวว่า “เตรียมลูกกุยมาทั่วทั้งตัวดี”
        * กุยบุรีสมัยกรุงศรีอยุธยา   ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)
 (พ.ศ.1967-1991) ปรากฏชื่อ “เมืองกุย” (kui หรือ kuwi) อยู่ในแผนที่เดินเรือชาวอาหรับ(165 ปี  หัวหินแผ่นดินเจ้า,2543)  จากหลักฐานดังกล่าวหาก “เมืองกุย” เป็นเมืองเดียวกันกับเมืองกุยบุรีก็จะมีอายุไม่ต่ำกว่า 550 ปี
      เมืองกุยบุรี ปรากฏชื่อเป็นหลักฐานแน่ชัดในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชพงศาวดารได้กล่าวเอาไว้ว่า “ณ วันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ อัฐศก กรมการเมืองกุยบุรี บอกเข้ามาว่า  พระยาศรีไสยณรงค์ ซึ่งให้ไปรั้งเมืองตะนาวศรีเป็นกบฎ” (กรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย,2515) หลักฐานแสดงให้เห็นว่าเมืองกุยบุรีมีอยู่แล้วในช่วงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  (พ.ศ.2133- 2148) หลังรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2  140  กว่าปี  ในพงศาวดารเรียกเจ้าเมืองกุยว่า “กรมการเมือง” หากเปรียกเทียบหัวเมือตะนาวศรีจะเห็นว่าเจ้าผู้ครองเมืองตะนาวศรีมีตำแหน่งเป็น “พระยา”  ดังนั้นสถานภาพของเมืองกุยบุรีจึงเป็นเมืองหน้าด่านเล็กๆ เมืองหนึ่งเท่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเมืองกุยบุรีพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนระดับเมืองเมื่อกรุงศรีอยุธยาทำศึกสงครามกับพม่าเป็นต้นมาก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก้พม่าครั้งที่  1 โดยเป็นเมืองหน้าด่านแรกที่คอยสกัดทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านสิงขรและจะต้องข้ามแม่น้ำกุยบุรีที่บริเวณ “ท่าข้าม” ของเมืองกุยบุรี  ความสำคัญของเมืองกุยบุรีจึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเรื่องศึกสงครามเป็นสำคัญ เมื่อมีการพัฒนาเมืองกุยบุรีขึ้นมาในสมัยนั้น ก็น่าจะมีวัดเป็นศูนย์กลางทางด้านจิตใจของชุมชน
            หลักฐานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง คือ  พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต พ.ศ.2182 วัน วลิต เป็นชาวฮอลันดา ซึ่งเดินทางค้าขายในสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172
– 2199) โดยกล่าวเอาไว้ว่า ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19  เจ้าอู่พระราชโอรสของพระเจ้ากรุงจีน  ได้เดินทางโดยทางเรือมาถึงเมืองปัตตานี  จากนั้นได้เสด็จโดยทางบกไปยังเมืองลีคร  เพื่อครอบครองและจัดการบ้านเมืองในลีครเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เสด็จต่อไปยังเมืองกุย (ภาควิชาประวัติศาสตร์  มศว.ประสานมิตร , 2523)
            หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่18  เรื่องจดหมายเหตุในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ตามรายงานการค้าขายของนายยอร์ช ไวท์  ซึ่งเป็นผู้พามิสเตอร์คอนสแตนท์ ฟอลคอล  มาประเทศไทย  โดยมิสเตอร์คอนสแตนท์นี้  ได้รับการทาบทามให้เข้ารับราชการในประเทศไทยโดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกัปตันเรือสินค้าหลวงประจำเมืองมะริด และเจริญก้าวหน้าจนได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาวิบชาเยนทร  ซึ่งเป็นผู้มีบทบาททางด้านการค้าเป็นอย่างยิ่ง  ในสมัยพระนารายณ์มหาราช   จากตอนหนี่งของรายงานกล่าวว่าการเดินทางจากมัทรราช  ประเทศอินเดีย  ที่ตั้งบริษัทอิสต์อินเดีย (เป็นบริษัทผูกขาดที่ตั้งโดยพระบรมโองการของพระเจ้าแผ่นดินแห่งอังกฤษ  ใครจะค้าขายแข่งขันไม่ได้)  ถ้ามาทางมะริดจะใช้เวลาหนึ่งเดือนคือ  3  อาทิตย์ โดยทางเรือ  กับอีก  10  วัน  โดยทาง บก  เข้ามาทางบก  เข้ามาทาง  กุยบุรี  ปราณบุรี  และเพชรบุรี  จากนั้นลงเรือข้ามอ่าวมากรุงเทพฯ และกรุงศรีอยุธยา  แต่ถ้าใช้เส้นทางอ้อมแหลมมาลายูจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย  3  เดือน  (165 ปี  หัวหินแผ่นดินเจ้า
, 2543)
            จากตรงนี้  จะเห็นว่าในสมัยพระนารายณ์มหาราชนั้น  กุยบุรีเป็นเมืองค่อนข้างสำคัญ  เนื่องจากสมัยนั้นประเทศไทยติดต่อค้าขายกับประเทศอังกฤษและใช้กุยบุรีเป็นทางผ่านเข้ามาค้าขายยัง  กรุงศรีอยุธยา  แสดงให้เห็นว่าประเทศอังกฤษจะแต่งสำเภานำสินค้าไปขายยังประเทศไกลๆ ได้แก่  อินเดีย  จีน  และไทย  ส่วนสาเหตุที่อังกฤษสนใจประเทศไทย  อาจเป็นที่ไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเครื่องเทศ  เครื่องปั้นดินเผา
            ภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรเป็นต้นมา  เมืองกุยบุรีคงดำรงสถานภาพเป็นเมืองในพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาตลอด  จนถึงสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3  (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  พ.ศ.2275
– 2301)  พระกุยบุรีไว้ว่า  “ลุศักราช  1109  ปีเถาะ (พ.ศ.2209)  พระกุยบุรีออกหนังสือเข้ามาว่าพืชทองคำบังเกิดขึ้นที่ตำบลบางสะพาน  แขวงเมืองกุยบุรีได้ส่งทองคำหนักสามตำลึง  เข้ามาทูลเกล้าฯ  ถวายเป็นทองคำขาว”  (พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงสารประเสริฐและสมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส , 2504)
            จะเห็นได้ว่า ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  เมืองกุยบุรียกฐานะขึ้นเป็นเมืองใหญ่  มีอาณาเขตกว้างขวางมากขึ้นและเจ้าเมืองมีตำแหน่งเป็น
“พระ” นอกจากนี้พงศาวดารยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าได้โปรดตั้งพระกุยบุรีให้เป็น “พระยาวิเศษสมบัติ” ซึงแสดงให้เห็นว่า เมืองกุยบุรีมีความสำคัญมากขึ้น  โดยเฉพาะยังเป็นเมืองที่มีแหล่งทองคำสมบูรณ์
jedy 2.jpg - 32.68 KB
    เจดีย์วัดวังยาว

        
       * กุยบุรีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

   กุยบุรี  เดิมตั้งอยู่หมู่ที่ 1  บ้านจวนบน  ตำบลกุยบุรี  ต่อมาย้ายเมืองไปตั้งที่ บ้านจวนล่าง  บริเวณวัดวังยาว  ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  แห่งกรุงศรีอยุธยา  ฐานะเป็นหัวหน้าเมืองจัตวาของเมืองปักษ์ใต้  มีบรรดาศักดิ์เป็น 
“พระกุยบุรี”  ปกครองเมืองคลองวาฬ  เมืองบางนางรม  และเมืองกำเนิดนพคุณ  ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งเป็น “พระยาวิเศษสมบัติ”
            พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  รัชกาลที่ 1  ทรงประกาศใช้กฎหมายตราสามดวงขึ้น  และกำหนดศักดินาตามพระราชบัญญัติศักดินาหัวเมืองว่า
“ออกพระยาพิชัยศักดิ์ศิริสุทธิสงคราม”  เจ้าเมืองกุยบุรีถือศักดินา  3,000 ไร่(สำนักงานศึกษาธิการอำเภอกุยบุรี           
             พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่ 2  โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองบางนางรม  ขึ้นที่บริเวณปากครองนางรม  แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะทำการเกษตรกรรม  เจ้าเมืองจึงย้ายที่ว่าการเมือง  ไปตั้งอยู่ที่เมืองกุยซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่  มีชุมชนหนาแน่นกว่า  อีกทั้งพื้นที่มีความสมบูรณ์  เมื่อย้ายมาแล้วก็คงใช้ชื่อเมืองว่าเมืองบางนางรมอยู่ตามเดิม (ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่มที่ 2
, 2539)
               พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เปลี่ยนชื่อเมืองบางนางรม  เป็นเมืองประจวบคีรีขันธ์  เมื่อวันอังคาร  ขึ้น  13  ค่ำ  เดือน  8  ปีเถาะ สัปตศก  พ.ศ.2348  โดยศาลาว่าการยังคงตั้งอยู่ที่กุยบุรี (ปกิณกศิลปวัฒนธรรม  เล่ม 2
, 2539)

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5  ทรงจัดตั้งมณฑล  เทศาภิบาลขึ้น  ทำให้เมืองประจวบคีรีขันธ์ขึ้นอยู่กับเทศบาลเมืองเพชรบุรี  ที่ว่าการอำเภอยังอยู่ที่เดิม  จนถึง พ.ศ.2441  จึงได้ย้ายไปตั้งที่อ่าวเกาะหลัก  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองประจวบคีรีขันธ์  เมืองกำเนิดนพคุณ  เข้าเป็นเมืองเดียวกัน  และทรงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า “เมืองปราณบุรี” เมื่อวันอังคาร  ขึ้น  11  ค่ำ  เดือนยี่  ปีมะเมีย  อัฎฐศก
            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 6  เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม  2458   ทรงมีพระราชดำริว่า  การที่ชื่อเมืองปราณถึงสองแห่ง  อาจทำให้เกิดความสับสนแก่ราษฎร  จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองปราณที่ตำบลเกาะหลัก  เป็นเมืองประจวบคีรีขันธ์  อันเป็นนามที่เคยได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4  ส่วนเมืองปราณที่ปากน้ำปราณก็ยังคงเรียกว่า เมืองปราณดังเดิม เมืองประจวบคีรีขันธ์
 ขณะนั้นประกอบด้วย 3 อำเภอ คือ อำเภอ  เมืองอำเภอปราณบุรี  และอำเภอกำเนิดนพคุณ ในช่วงนี้กุยบุรียังคงขึ้นอยู่กับอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์         
           ในรัชกาลปัจจุบัน
 นับแต่ได้ย้ายที่ว่าการไปตั้งที่อ่าวเกาะ  ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว เมืองกุยเป็นตำบลขึ้นอยู่กับ  อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึง พ.ศ.2503  ทางราชการได้พิจารณาเห็นว่าตำบลกุยบุรี เป็นเมืองเก่า มีราษฎรอยู่หนาแน่น และคาดว่าจะเจริญต่อไปในอนาคต  จึงได้ตั้งเป็นกิ่งอำเภอกุยบุรีโดยขึ้นอยู่กับ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์  เมื่อวันที่  19 กรกฎาคม  2503  และยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่  16 กรกฎาคม  2506  เป็นต้นมา  โดยมี นายอาภรณ์  สาครพันธ์เป็นนายอำเภอคนแรก  ดำรงตำแหน่ง  เมื่อวันที่  23  สิงหาคม 2506  อำเภอกุยบุรีมีนายอำเภอปกครองมาแล้ว  18  คน  ปัจจุบันมี นายเฉลิมพล มั่งคั่ง  เป็นนายอำเภอคนที่  19
           
             ..........................................................................................................

* บรรณาณุกรม *

-
กรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย
,ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑  ถึงแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๕๑๕
-ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
,พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต พ.ศ.๒๑๘๒, ประสานมิตร ๒๕๒๓
-หลวงสารประเสริฐและคณะ
,พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (ฉบับหลวงสารประเสริฐและกรมพระปรมานุชิตชิโนรส และ พงศาวดารเหนือฉบับพระวิเชียรปรีชา (น้อย), ประสานมิตร ๒๕๐๔
-ศิลปกร
,กรม ,ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่มที่ ๒,รุ่งศิลป์การพิมพ์(๑๙๗๗) จำกัด ๒๕๓๙